#89 หัวอกของคนเป็นแม่(ค้า)
posted on 26 Aug 2008 14:47 by justjear in Shoutวันนี้กะว่าใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือทำการบ้าน แต่บังเอิ๊ญบังเอิญไปเห็นเอนทรี่หนึ่งเข้า....ซึ่งเป็นหัวอกของลูก(ค้า) อืม....อ่านแล้วรู้สึกหัวเสียระยะเริ่มต้น (ยังไม่รุนแรง) เจี๋ยเข้าใจค่ะ และไม่ได้ว่าเอนทรี่หรือเจ้าของบล็อกนั้นแต่อย่างใด ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่จับจ่ายซื้อของมาแล้วก็มากมาย ต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ต่อทุกครั้งไป หงุดหงิดค่ะบางทีที่แม่ค้าใช้เหตุผลนานับประการล้านแปด ชักแม่น้ำชักทะเลชักมหาสมุทรมาอ้างต่างๆนานาว่าลดไม่ได้นะ ทุนมันมาสูง อย่างนู้นอย่างนี้
แต่พี่สาวเจี๋ยมีอาชีพเป็นแม่ค้าเหมือนกันค่ะ(เปิดท้ายนะ) และครั้งนึงเจี๋ยก็เคยลงมือไปขายเองแล้วด้วย และรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นแม่ค้า เพราะอะไรคะ?
1. เหนื่อย
เป็นเหตุผลสำคัญมากที่ทำให้คนเราท้อถอย วันๆหนึ่งของที่ขายจะต้องถูก"จัด" เพื่อตั้งร้าน โดยตามแต่สภาพการณ์ว่าขายของแบบไหน เช่นเสื้อผ้า มันดูเยอะและสวยงามนะคะจากหน้าร้านเมื่อตั้งเสร็จแล้ว แต่ไม่ง่ายเลยที่จะยกเสื้อผ้า"ทั้งหมด"นั้นออกมาจากลัง จัดใส่ไม้แขวน ใส่หุ่น ตั้งเหล็กตั้งตะแกรง ใช้พลังงานมากมายเหมือนกรรมกรดีๆนี่เอง ข้อสำคัญคืองานขายของ(ส่วนใหญ่)เป็นงานเอ้าท์ดอร์ ไม่มีแอร์ บางที่ไม่มีหลังคา ต้องตากแดดตากลมทั้งวันเพื่อทำมาหากิน
2. โลเคชั่นเีอี้ย ละเหี่ยใจ
ในอาชีพเปิดท้าย "ที่ขาย" ถือเป็นหัวใจสำคัญแรกสุดที่ต้องคำนึงถึงค่ะ ซึ่งหาได้ไม่ยากนักในปัจจุบัน แต่ปัญหาติดอยู่ที่ข้อบังคับเป็นส่วนใหญ่นี่สิคะ เพราะของที่เราจะขายนั้นไม่ใช่อยู่ดีๆก็ขายได้ เช่นคิดว่า "เห็นเขาขายเสื้อผ้าแล้วรวยว่ะ อยากทำมั่ง" นั่นเป็นความคิดผิวเผินมากหากเทียบกับความเป็นจริง เพราะ "สถานที่ขาย" ที่เราเลือกนั้นจะต้องเสีย"ค่าที่" ในที่นี้เป็นรายวัน หรือรายเดือนก็ว่าไป แต่ถั่วเฉลี่ยอย่างน้อยๆก็ 200 บาทต่อวัน ถ้าอยากได้ค่าที่ถูกต้องนี่เลยค่ะ ต่างจังหวัด แต่ + ค่าน้ำมันที่โคตรแพงเข้าไปอีก ใครไม่มีรถส่วนตัวนี่ลำบากสุดชีวิต
และข้อบังคับสำคัญของบางสถานที่คือ เขากำหนดไว้ไม่ให้มีของขายซ้ำกันเกินเท่านี้นะ และบางอย่างก็ห้ามขาย ถ้าเขาห้ามขายเสื้อผ้าเพราะมีคนขายหลายร้านแล้ว....จะทำยังไงดีหนอ?? นี่ไม่นับบางที่ที่เขี้ยวลากดิน คิดค่าไฟ ค่าพัดลมอีกนะคะ ถ้าเขาเก็บค่าแสงแดดสายลมได้คงทำไปแล้วล่ะ.....
3. บริการคืองานของเรา
ในการขายของนั้น การพรีเซ้นต์ของขายถือเป็นหัวใจสำคัญค่ะ ซึ่งนั่นเริ่มต้นตั้งแต่ของที่จะขาย การจัดหน้าร้าน การวางของ แบ่งกลุ่มให้ของสไตล์นี้ไปอยู่จุดนี้ เพื่อจะได้ไม่ดูมั่วเลอะเทอะ กว่าจะมาเป็นร้านสวยอย่างที่เราเห็นๆกันนี่่คิดกันหัวระเบิดเถิดเทิง
และหลังจากจัดร้านเสร็จแล้วก็เข้าสู่การขาย ซึ่งลูกค้าแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ในแต่ละวันนั้นแม่ค้าจะต้องลุกนั่ง ลุกนั่ง ลุกนั่ง ยิ่งกว่าลูกเสือสามัญประจำบ้าน เพื่อเข้าประกบแทคเกิ้ลลูกค้าและพรีเซ้นต์สรรพคุณของขายตลอดเวลา และในวันนึงมีลูกค้าไม่ต่ำกว่า 40 คน พูดจนปากฉีกถึงรูหูในคำพูดเดิมๆนั่นแหละค่ะ ไหนจะเจอพวก "กระแดะ" อีก "เสื้อตัวนี้พี่ใส่ได้นะคุณน้อง" ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่ามึงตัวอย่างกับช้างน้ำชุบแป้งทอดขึ้นอืดมาเจ็ดวัน ผลสุดท้ายต้องเอาสายวัดมาวัดรอบเอว(?) ให้รู้กันไปข้างว่าไซส์มันเกิน แล้ว-มัน-ก็-ไม่-ซื้อ-ค่ะ!!! โอ๊ย เสียเวลาไม่ว่า เสียความรู้สึกนี่สิ โมโห!! แต่ต้องยิ้มหน้าระรื่นเพื่อบริการคนต่อไป ศรี(ต้อง)ทน(ให้)ได้
4. ร่างกายขัดข้องเชิญช่องถัดไป
สิ่งที่น่าหดหู่ใจที่สุดในชีวิตแม่ค้าคือการใช้ชีวิตประจำวันค่ะ เพราะแม่ค้าจะต้องขายต่อเมื่อมี "ลูกค้า" และแน่นอนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่ "แม่ค้า" (เออ งงล่ะสิ) หมายความว่าลูกค้าทั่วไปจะทำงานตามเวลา "ปกติ" และเมื่อถึงเวลาว่างของลูกค้า เขาก็จะมาจับจ่ายซื้อของกันค่ะ และเวลานั้นเองที่แม่ค้าอย่างเราๆถึงจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ฟังดูดี แต่มันคือหายนะค่ะ!! เพราะเมื่อถึงเวลาเช่นพักเที่ยง ลูกค้าจะแห่กันมาเหมือนห่าฝน เข้าร้านกันเสมือนของแปลกที่เพิ่งขุดได้จากอียิปห์ในยุคสามพันปีที่แล้ว และเวลานั้นเองแม่ค้าจะต้องทำงานเป็นระวิง และไม่ได้กินข้าวกินปลาเหมือนกับคนอื่นเขา ทั้งที่เป็นเวลาพักเที่ยง! นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับเวลาที่ปวดฉี่ ห้องน้ำถามหาจนท้องน้อยปวดแปล๊บ ก็ยังไปไม่ได้ค่ะ เพราะติดลูกค้าอยู่ ต้องพรีเซนต์ต่อไปแม้ว่าจะเหตุการณ์จะเลวร้ายสักแค่ไหน ต่อให้มีแม่ค้า 3 คนก็ไม่พ๊อไม่พอ เพราะลูกค้าเวลาพักเที่ยงนั้นมีเป็นสิบ แต่!!! แต่ๆๆๆๆ ในวันหยุดเทศกาล คิดดูสิคะว่าลูกค้าจะมากแค่ไหน? และเมื่อมีคนซื้อมากแม่ค้าก็ต้องมีเป็นธรรมดาค่ะ แน่นอน ในวันหยุด แม่ค้าไม่หยุดค่ะ!
ยิ่งในวันหยุดเทศกาล ที่ลูกค้าจะเยอะเป็นเท่าทวีคูณ ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องขี้ต้องเยี่ยวกันทีเดียวค่ะ
แล้วในเวลาปกติแม่ค้าทำอะไร ทำไมไม่กินข้าวกินปลาก่อน ฮ่าๆ ตลกมากค่ะ เพราะลูกค้ามันก็มีเดินตลอดเวลาน่ะซิคะ ครั้นจะให้ทิ้งร้านไปกินข้าวหรือปล่อยฉี่ให้เต็มอั้น กลับมาร้านของหายวับแน่เท้อ
5. สุขาจ๋า เจ้าอยู่แห่งหนใด
ต่อเนื่องจากด้านบน หลังจากที่ลูกค้าซาลง เป็นชั่วเสี้ยวเวลาที่จะไปปลดปล่อยทุกข์ที่สุมอยู่เต็มท้องน้อย ไม่ว่าจะหนักหรือเบา เวลานี้ขอแค่ห้องน้ำค่ะ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมมมมม~~ แต่สภาพของสุขาจ๋านี่เห็นแล้วสะอึก บางที่เรียกได้ว่าสถุลมาก ปีเตอร์นั่งจีบกันหวานชื่นอยู่หน้าห้องเลยก็มี แต่ขายในกรุงเทพก็ดีหน่อย สะอาดได้มาตรฐาน
แต่ในงานเทศกาลนี่นรกชัดๆค่ะ เวลาจะฉี่ก็แทบไม่มีอยู่แล้ว อั้นก็อั้น ถึงเวลาจะปล่อยทั้งทีห้องน้ำมันดันไม่ว่างซะนี่สิคะ! ให้ตายเถอะโรบิน ฉันอยากจะบินไปแอลเอ
6. ลูกค้า.....น่าตบ
ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะลูกค้าคือพระเจ้าจริงๆในการขายของ ไม่ว่าเขาจะปากหมา....กลิ่นตัวแรง หน้าตาไม่น่าไม่ใจหรือน่าหมั่นไส้เพียงไหนก็ตาม สิ่งที่แม่ค้าต้องทำคือเก็บอาการไว้และพรีเซนต์ของเต็มที่เหมือนลูกค้าทุกคนค่ะ ซึ่งบางพวกมาดีก็ดีไป ซื้อง่ายขายคล่อง แต่บางพวกนี่อยากจะถลกหนังมาทำพรมเช็ดเท้าจริงๆ ชำแหละเป็นข้อใหญ่ๆได้ดังนี้!
6.1 ลูกอีช่างติ > พวกนี้คงไม่เคยใช้ของเสียหายค่ะ ประเภทที่ว่าจานที่ใช้ไม่เคยบิ่น ส้อมที่กินไม่เคยงอ มันถึงได้หาข้อติติงของเราได้อย่างง่ายดาย บางทีเป็นแค่รอยยับเล็กเล๊กกกที่ต้องมองด้วยกล้องจุลทรรศก็ยกขึ้นมาเป็นประเด็นได้ บางกลุ่มพ่วงมาด้วยความปากจัด ติซะของกูหมดค่าเลยต่อหน้าลูกค้าคนอื่น แหม คิดว่ามันจะขายออกไหมคุณน้อง โอเค....ถ้าเสียจริงเปลี่ยนให้ได้ค่ะ เพราะไม่มีใครหรอกที่เขาอยากเสียลูกค้าไป และของในร้านก็เยอะ ไม่มีใครมานั่งดูทุกชิ้นหรอกว่ามันเสียตรงไหน แต่ที่มาติบางคนนี่รับไม่ได้จริงๆ อยากยิงให้ตับแตก
6.2 ลูกอีช่างเปลี่ยน > พวกนี้เป็นซับสปีชี่ย์ของพวกบน หลังจากที่พวกมันซื้อไปแล้วสักสองสามวัน จะกลับมาพร้อมใบหน้าไร้รอยยิ้มขอเปลี่ยนของที่ซื้อไป ด้วยเหตุผลต่างๆนานาว่าใส่ไม่ได้นะ มันหักตรงเนี้ย ไอ้นี่มันหลวมไปนะ บางจุดแก้ได้แก้ให้ค่ะ แต่บางอันก็รับเปลี่ยนหรือถ้าจำใจจริงๆก็คืนเงินให้ แต่ไอ้ประเภทนี้นี่อยากกระโดดถีบหน้าตรงประโยคแบบนี้ "แฟนไม่ชอบ" "ใส่แล้วไม่สวย" "มันซ้ำกับเพื่อน" เลยมาเปลี่ยน.....เป็นเหตุผลที่บัดซบม้ากมากกกกก!! นี่กูมาทำมาหากินไม่ใช่เล่นขายของนะโว้ย!!
6.3 ลูกอีช่างรู้ > พวกนี้มาแนวอวดฉลาด ประมาณว่า "โหย เนี่ยนะที่ประตูน้ำขายเท่านี้เอง ลดหน่อยสิ" ฮ่าๆ....อยากจะเอาเท้าลูบหน้าสักสามที ถ้าประตูน้ำมันถูกขนาดนั้นทำไมมึงไม่ไปซื้อที่นั่นซะเลยล่ะคะ? ทำไม๊? ทำไม เพราะมันขายส่งน่ะสิ ต้องซื้อเท่านี้ตัวนะถึงจะได้ราคาส่ง เพราะฉะนั้นจะซื้อทีต้องซื้อเยอะๆ และก็เอามาขายต่อในราคาปลีก เพราะค่าน้ำมันและค่ารถที่เสียไปไม่ใช่น้อยนะคะ(ไหนจะต้องแบกอีก) มาพูดแบบนี้หัวเราะไม่ออกค่ะ ถ้าอยากได้ราคาถูกเชิญเสด็จไปที่ประตูน้ำด้วยตัวเองเถอะอย่ามาซื้อกูเลย....อาเมน
6.4 ลูกอีช่างถาม > อันนี้เป็นประเภทตรงข้ามกับพวกข้างบน มาประมาณว่า "อันนี้มีสีอื่นไหม" "อันนี้มีไซส์อื่นไหม" "อันนี้มีแบบอื่นไหม" ถามแค่นี้ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นหน้าที่ แม่ค้ายินดีตอบ แต่ถ้าถามแล้วไม่ซื้อนี่สิคะมันน่าจับโคลสไลน์ เพราะเวลาและแรงที่เสียไปโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเลย มันเหนื่อยนะ(โว้ย)คะ
ทั้งสี่แบบนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น....จริงๆแล้วยังมีลูกค้าอีกหลากสไตล์หลายเคส ไม่ได้เหมารวมหรือเจาะจงว่าลูกค้าแต่อย่างใดนะคะ แค่ยกตัวอย่างและอยากให้เห็นใจกันสักนิด รู้ค่ะว่าเงินที่เสียไปจะต้องได้รับมาซึ่งของที่ถูกใจและดีที่สุด แต่ทางนี้ก็คนนะคะ ช่วยประพฤติปฎิบัติแบบเกรงใจกันสักนิดก็ดี
7. กำไร.....เยอะว่ะ?
เป็นสิ่งที่ตลกมากหากคุณจะมองว่าแม่ค้ามีกำไรดี อยากบอกว่าคิดผิดอย่างแรง!! เพราะในการขายของสัจธรรมของมันคือ ของแพงออกยากกำไรดี ของถูกออกง่ายกำไรน้อย ร้านไหนขายทั้งคู่ก็ยังพอทุเลาค่ะ เพราะถ้าขายของถูกได้หลายๆชิ้น ก็จะมีพอใช้สำหรับวันนั้น ถ้าวันไหนของแพงออกก็เฮ แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกวัน่ะสิ บางวันก็ขายไม่ดีด้วยเหตุผลต่างๆนานา โดยเฉพาะดินฟ้าอากาศที่สำคัญกับงานเอ้าท์ดอร์มาก วันไหนฝนตกต้องเก็บของกลับบ้าน รายได้วันนั้นเอวัง
และข้อสำคัญที่สุดที่จะทำให้ขายดีคือทุน เพราะเทรนด์หรือแฟชั่นมันขยับอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนของอัพเดทใหม่ มัวแต่จมปลักขายแต่ของเดิมๆ จบเห่อีกเช่นกันค่ะ และใช่ว่าของเก่าที่เคยลงมาจะขายออกทุกชิ้น ไม่มีทางเป็นไปได้ อิมพอสซิเบิ้ล!! เพราะฉะนั้นเราถึงได้เห็นแม่ค้ามาเลหลังขายต่ำกว่าทุนกันไงคะ เพราะต้องโล๊ะอันเก่าออกลงอันใหม่แทน ซึ่งเวลานั้นลูกค้าจะเยอะผิดปกติ(ทำไมถึงมากันตอนนี้) ดูเหมือนขายดี....แต่แท้จริงแล้วกำไรบางชิ้น 10 บาท 20 บาทก็มีค่ะ (เสื้อผ้านี่ล่ะ) คิดดูว่าต้องขายกี่สิบตัวถึงจะพอใช้วันนึง
8. คู่แข่ง
ศัตรูตัวร้ายที่สุดในอาชีพขายของ และต้องประสบพบเจอทุกที่ๆไป เป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจค่ะที่จะต้องมีคู่แข่ง แต่สำหรับแม่ค้าแล้วมันคือหายนะที่มีผลอย่างยิ่งต่อกำไรที่จะได้รับ เพราะในตลาดเปิดท้ายที่ๆหนึ่ง อาจจะมีร้านเสื้อผ้าได้เป็นสิบๆ โดยที่ร้านไหนขายถูกที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะในเวทีนี้ไป นั่นทำให้แม่ค้าต้องแข่งกัน โก่งราคากันเป็นว่าเล่น นอกจากส่งผลกระทบด้านการเงินแล้ว ด้านอารมณ์นี่สุดๆค่ะ
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แม่ค้าหัวเสียไปตามๆกัน เพราะยอดขายจะตกลง และทำให้ฤดูกาลเซลล์มาเร็วผิดปกติ ทั้งยังต้องลงของเพิ่ม เพื่อให้ร้านเรามีของเต็มเข้าไว้ เป็นกลยุทธ์การขายค่ะ ลูกค้าจะเลือกซื้อจากร้านที่ดูมีของเยอะ มีแบบเยอะและสวยงาม ก็ร้านที่มีแขวนสองสามตัวมันดูน่าเข้าไหมละ? นั่นเลยทำให้ต้องจ่ายทุนเพิ่ม แต่กำไรน้อยลง ฟังดูขัดกันใช่ไหมละคะ แต่ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากอยู่รอดก็ต้องดิ้นรน ขายได้ดีใจยิ่งว่าได้เหรียญทองโอลิมปิค!
แล้วถ้าอาทิตย์นั้นขายไม่ดี เพราะคู่แข่งมาก หรือเพราะฝนตก หรือเพราะตกเทรนด์ จนไม่มีทุนลงของ จะทำยังไง? คำถามนี้ไม่มีคำตอบให้ค่ะ เพราะนั่นเป็นสัญญาณหนี้รำไรๆแล้ว เพราะฉะนั้นต้องอยู่รอดให้ได้
9. อุบัติเหตุ....
อันนี้ถือเป็นวิบากกรรมโดยแท้ เพราะมันเลวร้ายยิ่งกว่าฝนตก คู่แข่ง หรือมาพร้อมกันทั้งสองอย่างเป็นไหนๆ นั่นคือมิจฉาชีพ หรือขโมย!! ไอ้พวกนี้จะมาแบบไม่ให้ตั้งเนื้อตั้งตัว(แน่ล่ะ) อาจจะแฝงตัวมาในหมู่ลูกค้ากลุ่มใหญ่ อาศัยช่วงเวลาที่เราเผลอหรือแทคแคร์ลูกค้าคนอื่นอยู่ฉกของ แล้วหายตัวไปกลางฝูงชน กว่าเราจะรู้ตัวอีกทีของก็หายไปเสียแล้ว ถ้าเป็นของแพงก็ขาดทุนย่อยยับค่ะ นอกจากขาดทุนแล้วยังเจ็บใจอีกต่างหาก ขอเจอลูกค้าปากหมาดีกว่าเจอขโมย!!
จากที่เห็นคงจะพอทราบถึงความทุกข์เข็นของแม่ค้ากันบ้างแล้วนะคะ กว่าจะขายได้แต่ละชิ้นนี่ไม่ง่ายเลย ต้องฟ่าฟันอุปสรรคยิ่งกว่าปืนยอดเขาเอฟเวอเรส ทั้งลำบากตรากตรำตากแดดตากลม เงินที่ได้มามันคุ้มค่าและมากพอดูค่ะ แต่มันไม่มั่นคงเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อไหร่ จึงต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ ต้องทนรับอารมณ์ของคนที่ไม่รู้จัก
หลายคนอาจจะบอกว่าแม่ค้าร้าย แม่ค้าปากจัด นั่นจริงค่ะ..... ไม่ขอแก้ตัวแทนพี่สาวหรือแทนแม่ค้าคนไหน แต่ที่เป็นแบบนั้นเพราะแวดล้อมมันหนักหนามากค่ะ ไม่มีแม่ค้าคนไหนอยากด่าลูกค้า เพราะเขาคือคนที่จะมอบเงินให้เรา.....
ฉะนั้นต่อไปนี้อยากให้มองภาพลักษณ์แม่ค้าดีขึ้น"สักนิด"ก็ยังดีนะคะ
เพราะเราทุกคนต่างก็ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดเหมือนๆกัน

ผมก็เพิ่งขายข้าวไข่เจียวมา...
ขายจนตัวเองไม่ได้กินข้าว เพราะลูกค้าแห่กันมาพอดี...
ว่าแต่...คุณเจี๋ยไปขายอะไรมาเหรอเนี่ย...??
#1 By ซับบาธ... on 2008-08-26 17:22