#101 Body of Lies : สูงสุดคืนสู่สามัญ
posted on 16 Oct 2008 19:37 by justjear in Action, Drama, Score
คำเตือน : เป็นเพียงความชอบส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการรับชม
คำเตือน : สปอยล์เนื้อเรื่อง ไม่หมดทั้ง 100% แต่น้อยที่สุดแล้ว ตัดรายละเอียดปลีกย่อยออกไปส่วนหนึ่งนะจ๊ะ
ข้อมูลอื่นๆ : http://www.nangdee.com/title/?movie_id=1645
Review
ประโยคขึ้นต้นของหนังว่าด้วยการโจมตี "หากเราทุกคนมีการศึกษา เมื่อถูกโจมตี จะโจมตีตอบ" (น่าจะใช่นะ หลงๆลืมๆ) ซึ่งโดนใจและอธิบายภาพลักษณ์หลายๆอย่างได้ลึกซึ้งทีเดียว โดยตัวหนังหยิบยกเรื่องการทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมรกากับกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งมีอัลซาลีมเป็นผู้บงการ ผู้อ้างศาสนาในการก่อการร้ายไปทั่วโลก
เจ้าหน้าที่โรเจอร์ เฟอริส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) เป็นหน่วยข่าวกรองคนเก่งของซีไอเอ เขาแฝงตัวเข้ามาในประเทศตะวันออกกลางอย่างอีรักเพื่อทำงาน หน้าที่ของเขาคือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด สืบค้นสาวไส้ไปให้ถึงตัวอัลซาลีม โดยกฏข้อสำคัญที่สุดคือห้ามแลกเปลี่ยนตัวประกัน เพราะข้อมูลคืออำนาจ หากใครคนหนึ่งถูกจับได้จะเสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งต้องฆ่าอย่างเดียวเท่านั้น ...ทั้งหมดไม่สนว่าจะเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นการกระทำของเจ้าหน้าที่เฟอริสจึงค่อนข้างเก็บกด และเขาพยายามวางตัวไม่ไว้ใจใคร ไปตลอดเรื่อง
ในบทแรกของหนังเริ่มต้นที่อีรัก เมื่อเจ้าหน้าที่เฟอริสได้รับคำสั่งจากเอ็ด ฮอฟแมน (รัสเซล โครวน์) ซึ่งบทบาทการแสดงเหนือชั้นมาก โครวน์ยอมลงทุนเพิ่มน้ำหนักจนพุงพลุ้ยมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ที่จริงแล้วบทของเขาในเรื่องนี้เมื่อเทียบกับลีโอนาร์โดถือว่าค่อนข้างน้อยทีเดียว แต่ทุกครั้งที่เขาออกกลับทำให้รู้สึกบางอย่างว่าห้ามละสายตาจากจอเด็ดขาด ดูหน้ามันไว้ ฟังคำพูดของเขาและดูสิว่าตานี่กำลังคิดอะไรอยู่....
เ็อ็ด ฮอฟแมนเป็นเจ้าหน้าที่มือเก๋าจากซีไอเอที่เรียกเฟอร์ริสว่าเป็น "คู่หู" เขาคอยออกคำสั่งทางมือถือจากอีกซีกโลกหนึ่ง อาศัยดาวเทียม สมอลทอร์ค และแลปท็อป ในฉากเริ่มต้นที่เขาออกมานั้นพูดได้น่าสนใจทีเดียวเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการล่าตัวเหล่าร้าย ว่ายุคนี้อะไรๆก็ง่ายขึ้น โลกแคบลงและทุกอย่างสามารถทำได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ดาวเทียมและสิ่งล้ำหน้าต่างๆ ...แต่เรากลับทำอะไรไม่ได้เลยเมื่ออีกฝ่ายใช้วิธีโบราณๆ แค่ปิดมือถือ พูดคุยโดยพบหน้ากันตรงๆ และเลิกใช้อีเมล์ซะ...
นั่นคือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เฟอร์ริสถูกส่งตัวไปทำงาน
ผ่านจากครึ่งแรกของหนัง ที่ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดการทำงานคร่าวๆว่า ทุกอย่างจริงจังและจะพลาดไม่ได้ ขณะที่เฟอร์ริสยังวางท่าไม่ไว้ใจใคร และเอ็ด ก็ทำงานซ้อนกับเขาโดยวางแผนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตัวหนังดำเนินไปแบบนี้ตลอดด้วยการสร้างแผนการสลับซับซ้อนของเอ็ด และการทำงานภาคสนามของเฟอร์ริสที่ดูเหมือนทั้งคู่จะขัดแย้งกัน ตามสถานที่และจุดยืน ยิ่งตามอัลซาลีมไปใกล้ขึ้น ยิ่งเหมือนไกลออกไป
เชื่อไหมว่าช่วงแรกเจี๋ยคิดด้วยซ้ำว่าเอ็ด ฮอพแมนคือตัวร้าย เพราะเขาทำตัวไม่น่าไว้ใจเสียเหลือเกิน.....
งานใหม่ของเฟอริสหลังจากที่ทำลายเซฟเฮ้าส์ของพวกก่อการร้ายที่อีรักได้แล้ว เขาก็ถูกส่งตัวมายังจอร์แดน เพื่อปฏิบัติภารกิจต่อ เฟอร์ริสได้พบกับฮานี (มาร์ก สตรอง) ซึ่งในนามหน่วยข่าวกรอง....เขาคือกษัตริย์ ที่จะช่วยเปิดทางทุกอย่างให้เฟอริสทำงานที่ประเทศนี้ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย เจี๋ยยอมรับตรงๆว่าเวลาดูหนังที่มีพวกแขกๆมาแสดงในหนังผสมๆด้วยนั้น "งง" เพราะแยกไม่ออกเลยว่าหมอนี่ใคร เพราะหน้าตาก็เหมือนๆกัน ไว้หนวดหน้าเข้มกันทั้งนั้น ชื่อก็ไม่คุ้นหู อย่างคารามี , ซาดีกี จำแทบไม่ได้เลยว่าหมอนี่ใคร... แกโผล่มาตอนไหน แต่ฮานีคนนี้แตกต่าง เพราะนอกจากบทเด่นแล้วการแสดงยังทำให้เราแยกแยะเขาออกจากแขกคนอื่นๆในหนัง
โดยกฏง่ายๆของฮานีที่จะช่วยเฟอร์ริสคือ "จะต้องไม่โกหก"
หลังจากดูถึงตรงนี้ ก็พบว่ามีแอคชั่นค่อนข้างน้อย เน้นไปที่ความสมจริงสมจังมากกว่า แต่ก็ให้อารมณ์โทนเดียวไปกับหนังได้ดี เนื้อหาส่วนใหญ่ตัดตรงว่าเครียด และรายละเอียดต่างๆมีมากจนการจะดีเทลสิ่งต่างๆที่หนังสื่อนั้นอาจทำให้หลายคนปวดหัว เจี๋ยคิดว่านั่นเป็นที่มาของเหตุผลที่หลายคนที่ออกมาจากโรงพร้อมกันแล้วเขาบ่นว่า "ไม่สนุก" เพราะฉะนั้นขอพูดเลยตรงนี้สำหรับใครที่อยากหามาดู ว่าตัวหนังเน้นดราม่าและเนื้อเรื่องสลับซับซ้อน แขกเยอะจำชื่อไม่ค่อยได้...
แต่การแสดงและบทตัวละครต่างๆทำให้รู้สึกอินและดำเนินต่อไปตามหนังได้ จนเจี๋ยรู้สึกว่ามันสนุกและไม่น่าเบื่อเหมือนอย่างที่หลายคนว่า ถึงเนื้อเรื่องจะดูจริงๆแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ปมก็งั้นๆ แต่เจี๋ยชอบนะ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงถัดมาของหนังหลังจากเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสบู๊แหลกไปกับหมาบ้าในซอย เขาถูกกัดและกลายเป็นซอมบี้ในที่สุด เฟอร์ริสไปรักษาตัวที่คลีนิก (หรือโรงพยาบาลไม่แน่ใจ) แห่งหนึ่งและได้พบกับ "ไอชา" หมอแขกประจำคลีนิก (หรือโรงพยาบาลไม่แน่ใจ) ....หน้าตาก็ธรรมดาๆนะ แต่เจ้าหน้าที่เฟอร์ริสก็หลงเสน่ห์เธอเข้าให้ ตอนแรกมันก็ดูดี แต่ผ่านไปช่วงหนึ่งก็รู้สึกว่าใส่อีนังนี่มาทำไม?
สุดท้ายงานกลับไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสถูกจับได้ว่าโกหก ฮานีจึงขับไล่เขาให้ออกไปจากประเทศ โกรธที่ถูกหักหลังและทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า
กลับมาที่อเมริกาเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสได้พบกับเอ็ด ฮอพแมนอีกครั้ง ฉากนี้เป็นอะไรที่ตลกจริงๆให้ตาย โทนหนังที่เครียดๆมาัทั้งเรื่องดูสบายขึ้นในทันทีที่....(ไม่เล่าดีกว่า) แต่หลังจากที่งานล้มเหลว ประเด็นที่เฟอร์ริสและเอ็ดถกกันคือเรื่องที่ทำให้ทั้งคู่บาดหมางกันมาตลอด คือเอ็ดเอาแต่สั่งทางโทรศัพท์ในที่ไกล และคอยทำงานซ้อน ขณะที่เฟอร์ริสอยู่ในสถานที่จริงและรับรู้ได้ถึงความรุนแรงของสงครามครั้งนี้
และตอนนั้นเองที่เฟอร์ริสคิดแผนขุดบ่อล่อปลาขึ้นมาได้
ตัวการของเรื่องนี้คืออัลซาลีมที่เป็นผู้ก่อการร้าย ฉะนั้นหากเราจะปั้นน้ำให้เป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มใหม่ขึ้นมา อัลซาลีมจะรู้สึกอย่างไร "สะใจ ไม่ก็หวาดระแวง" เอ็ดตอบ แต่เฟอร์ริสพูดกลับไปว่า "หรืออาจจะทั้งสองอย่าง" และนั่นจะทำให้อัลซาลีมติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายกำมะลอนี้ ซึ่งพวกเขาจะตามจับได้ไม่ยากเมื่อมันออกมาสู่แสงสว่าง....
เฟอร์ริสจึงเริ่มแผนการทันทีด้วยการไปหา"โอมาร์ ซาดิกี" สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร เขาจัดการตบแต่งให้ซาดิกีเป็นแพะรับบาปเรื่องนี้ โดยอาศัยความช่วยเหลือจาก "กาแลนด์" ให้ออกอีเมล์ปลอมและจัดการส่งเป็นทอดๆเป็นชุดคำสั่งก่อการร้าย ซึ่งเอ็ดให้ความร่วมมือ เขาจัดการระเบิดสถานที่ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกองทัพอเมริกันเป็นที่แรก ลงทุนใช้ศพทหารปลอมๆ ซึ่งกลายเป็นข่าวไปทั่ว ....และกาแลนด์ก็ได้จัดการส่งเมล์กลับไปที่ต้นฉบับจริงเป็นเชิงยอมรับและร่วมยินดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และก็รู้ไปถึงหูอัลซาลีมตามแผน
...ทว่าเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสกลับทำพลาด เขาเสียตัวซาดิกีให้กับอัลซาลีมไป ซึ่งฝ่ายนั้นได้รู้ความจริงและจัดการทำให้ทุกอย่างกลับสู่ความมืดอีกครั้ง ซาดิกีถูกสังหารและเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสก็ตกเป็นเป้าหมายใหม่
และไอชาถูกจับตัวไป
จนถึงตอนนี้เจี๋ยเพิ่งได้รู้ว่าหนังเอาตัวละครนี้มาใส่ทำไม ทีแรกนึกว่าจะลดโทนหนังให้เครียดน้อยลงด้วยความรัก และฉากหวานๆ จนถึงจุดไคลแมกซ์ว่าเธอโผล่มาเพื่อเป็นตัวต่อรองและเป็นหมากสำคัญของแผนการดัดหลังตอนจบ
เจ้าหน้าที่เฟอร์ริสกลับไปยังบ้านไอชาอีกครั้งและพบว่ามีคราบเลือดของเธอติดอยู่ มีโทรศัพท์ของเธอ ทว่าไม่มีใครอยู่เลยในนั้น.... เขาจำต้องบากหน้ากลับไปหาฮานีอีกครั้ง ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะช่วย...
สุดท้ายเฟอร์ริสจึงต้องกลับไปพึ่งเอ็ด
เมื่อมีคนติดต่อมาในที่สุด นัดสถานที่และเวลาแลกเปลี่ยนตัวประกัน เฟอร์ริสไปตามนัดหมายและเขาก็พบว่าตนเองอยู่กลางทะเลทรายแห้งแล้ง มีเพียงแดดและฝุ่น ขณะที่เอ็ดยืนจับจ้องอยู่อีกด้านของจอภาพมองดูเขา ฉากนี้เจี๋ยว่าหนังจงใจให้ไปเหมือนกับฉากแอคชั่นซีนแรกของหนัง แต่คราวนี้เฟอร์ริสถูกจับไปจริงๆ และเอ็ดช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย
"ขอโทษนะคู่หู"
....ภายในห้องอันมืดมิด เหนียวเหนอะ ชื้นแฉะและโสโครก เฟอร์ริสได้พบกับอัลซาลีมตัวเป็นๆที่ทักทายเขาด้วยประโยคทั่วไป "ขอต้อนรับสู่กวนตานาโม" นี่คือคุกแห่งการทรมานที่ตัวหนังได้เอ่ยถึงไว้ในช่วงต้นๆนั่นเอง
เฟอร์ริสกล่าวว่าไม่มีทางแลกตัวประกันในทุกกรณี อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งนั่นแทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยว่าเขาจะรอดออกไปจากที่นี่ได้ ทว่าอัลซาลีมกลับไม่สนใจสิ่งนั้นและกล่าวว่าเขาคือซีไอเอตัวเป็นๆที่จับมาได้
"ไม่ได้อ่านในคัมภีร์รึไงว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์ให้เสียเลือดเนื้้อจะได้รับผลยังไง"
"ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่าผู้ใดถูกสังหารหมู่เพราะเหตุผลของศาสนา ผู้นั้นย่อมใกล้ชิดพระเจ้า"
เฟอร์ริสนิ่งอึ้ง "คัมภีร์เล่มเดียวกันแท้ๆแต่กลับตีความหมายต่างกัน"
จะว่าไปในเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งหรือเหตุผลของสงครามหลายๆอย่าง ทั้งสองฝ่ายก็คิดว่าตัวเองถูกเสมอกันทั้งนั้นล่ะนะ จะมีไหมที่ใครสักคนบอกว่า "ชั้นผิด ชั้นยอมรับ ทำลายประเทศฉันเถอะ" แน่นอนว่าไม่มี จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะไป และประโยคที่เฟอร์ริสพูดก็ตีความหมายได้หลายแง่ทีเดียว...
อัลซาลีมปล่อยเฟอร์ริสได้อย่างนั้น เขาจากไปและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรเป็น ฉากการทรมานก็เริ่มต้นขึ้น ....พอถึงจุดจบทุกคนต่างก็คิดถึงจุดเริ่ม ฉากการทรมานในตอนแรกผุดขึ้นมาในหัวเฟอร์ริส ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้ยืนดู ขณะที่ ณ ตอนนี้เขากลับเป็นผู้ที่จะถูกทรมาน เขารู้ดีว่าจะไม่มีการแลกตัวประกันและไม่มีการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นจากเอ็ด ตอนนี้เขาหมดแล้วทุกอย่าง และก็กำลังจะตาย....
ฮั่นแน่!! หนังคงไม่แซ้ดเอนดิ้งขนาดนั้น สุดท้ายก็มีคนมาช่วยเจ้าหน้าที่เฟอร์ริสไว้ได้ และนั่นคือแผนการที่โคตรจะธรรมดาที่สุด ดูไม่มีความสำคัญและตัวหนังไม่ค่อยเอ่ยถึงนัก แต่กลับได้ผลที่สุด ดัดหลังทุกคนและทุกอย่างได้อย่างแนบเนียนและสะใจ ซึ่งเจี๋ยจะไม่เล่าว่าเขาเป็นใครและทำยังไง ใครอยากรู้ไปหาดูกันเอาเอง
บทสรุปของเรื่องยังมีต่ออีกนิดแต่จะไม่เล่าแล้ว (ทำให้อยากรู้ทำไม) โดยรวมแล้วเจี๋ยพึงพอใจในหนังเรื่องนี้พอควรที่เดียว อิน เครียด แต่สนุก ....ย้ำอีกครั้งว่าหนังแอคชั่นไม่หนัก มีโผล่มากระปริกระปอยเหมือนคนเป็นนิ่ว (ไม่ขนาดนั้น) ใครหลายคนที่หวังว่ามันจะบู๊กันสะบั้นหั่นแหลกนั่นไม่ใช่ มาแนวเดียวกับ The Kingdom หรือเปล่าเจี๋ยว่าไม่คล้าย แต่มีหลายประเด็นให้ขบคิดและรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆทำออกมาได้ดี ถึงแม้บางช่วงจะรู้สึกงงและทำให้เรารู้สึกว่ามันช้าอืดอาดก็ตาม (โดยเฉพาะนางไอชา) แต่โดยรวมแล้วถือเป็นหนังดีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนไม่น่าจะพลาดค่ะ รัสเซล โครวน์เจ๋งมากพี่น้อง
เนื้อเรื่อง : 9.5
ฉาก : 8.5
เสียงประกอบ : 8
บทบาท : 10
ประเด็น / ความคิดสร้างสรรค์ : 9
ความชอบส่วนตัว : 9
คะแนนเฉลี่ย : 9
หมายเหตุเกรดเฉลี่ย : 7-(ห่วยแตก) 7+(ค่อนข้างแย่) 7.5+(พอใช้) 8+(ค่อนข้างดี) 8.5+(หนังดี) 9+(หนังดีมาก) 9.5+(ยอดเยี่ยม) 10(สุดยอด)
----------------------------
ปล. แมกซ์ เพย์น กับซิติ้ออฟเอมเบอร์ก็ไม่ได้ลง จนหนังเขาเข้าไปแล้ว หนังที่ดูก็มีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ลง หนังอีกหลายเรื่องก็ยังไม่ได้ดู บ่น บ่น บ่น
#1 By ทอม on 2008-10-16 23:06