ผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชาย

               และผู้ชายควรจะให้เกียรติผู้หญิง

               ใช่มั้ย?

 

               ช่วงนี้กำลังอารมณ์เป็นเครียดกับสถานการณ์อาร์ตตัวแม่ของไทยอย่างรุนแรงค่ะ   มีหลายคำพูดที่ทำให้เจี๋ยรู้สึกจิ๊ดใจแทนหนุ่มๆเหลือเกิน   และอดเศร้าไม่ได้ที่ผู้หญิงหลายรายทำท่าเห็นแก่ตัว   หนึ่งในนั้นคือคำว่า "ผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง"   ที่จะมาชำแหละฉีกเนื้อกันในวันนี้   ขอเตือนสำหรับคุณผู้หญิงทุกท่านที่เข้ามาอ่าน   ถ้าคิดว่าจะเจอเอนทรี่เอาใจชะนี   เอ๊ย   เอนทรี่เข้าใจหัวอกผู้หญิงแต่ลมปากล่ะก็   ปิด!   เพราะเอนทรี่นี้ใช้ถ้อยคำสถุลหยาบคาย   เตือนจากใจด้วยความหวังดี!!

 

 


               มาเริ่มกันเลยดีกว่าด้วยความหงุดหงิดจิตวิปเลี้ยว   เกี่ยวกับวิกฤติอาร์ตตัวแม่แห่งสยามประเทศที่เอาแต่นั่งแหกปากว่าทำไมนะ   ผู้ชายถึงได้เจ้าชู้   ผู้ชายถึงได้ปากหมา   ผู้ชายถึงได้สกปรก   และทำไมผู้ชายมันถึงไม่ได้ดั่งใจกูซะทีนะคะ   อดอยากปากแห้งมานานแรมปีผู้ชายดีๆไม่เคยตกถึงท้อง   หรือแม่งไปเป็นเกย์กันหมดโลกแล้ว   โอ๊ยทำไม๊   ทำไม


1) เคยสังเกตไหมว่าผู้ชายเขาทำอะไรกัน?


               เหี้ย!   นั่นคือคำติดปากของผู้ชายชาวสยามร้อยละเก้าสิบ   เวลาอยู่ต่อหน้าฝูงเพื่อน   เอ๊ย   เพื่อนฝูง   ตามด้วยคำหยาบคายอีกเป็นสามคันรถสี่คอนเทนเนอร์   บางคนอาจจะแถมอีกห้าเรือบกหกกองทัพ   การวิจารณ์กันถึงนมผู้หญิงถือเป็นเรื่องปกติสุข   ไปจนถึงอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายเช่น   ตูด   ความขาว   ชุดชั้นในที่แพลมออกมานอกชายแดน   ตลอดจนร่องก้นที่โผล่มาหายใจอย่างอึดอัดด้วยกางเกงฟิตโคตรพ่อโคตรแม่   ผู้ชายไม่สนหรอกค่ะว่าเป็นแฟชั่นหรือบูชายัญเทพพระอาทิตย์   เขาสนอย่างเดียวคือได้ดู   แต่ร้อยละเจ็ดสิบไม่ชอบ   และวิจารณ์กันซะเสียหาย   ฟังดูเลวมาก!   แน่นอนผู้หญิงไม่ชอบ   ผู้ชายไรวะปากหมาโคตรๆ!!

               ในทางกลับกัน   สตรีสยามประเทศก็ปากจัดไม่แพ้กันหรอก   แค่เปลี่ยนจากคำหยาบ
ไปเป็นคำด่าอ้อมๆที่ซอฟท์ลง   จิกกัดชาวบ้านคนนู้นคนนี้   นั่งนินทาด่าผู้หญิงคนอื่นตอแหล   นินทาแฟนเพื่อน   หรือเม้าท์ถึงเพื่อนแฟน   และก็นั่งเม้าท์ถึงผู้ชายเดินตูดบิด   บ่นเสียดายว่าแม่งเอ๊ย ทำไมวะผู้ชายถึงเป็นเกย์   ต่อให้ผู้ชายแท้เดินกันมาสองคน   ก็ไม่วายโดนเม้าท์เป็นนิจ   ฟังดูดีกว่ากันไหมคะ?   ที่เปลี่ยนจากคำด่ามาเป็นคำนินทาเนี่ย?   ผู้หญิงอะไรวะต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง!!   คิดว่าผู้ชายชอบมั้ยล่ะ?


               เลวร้ายพอกัน   แต่ผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิงนะ...


2) ลองไปเป็นเพื่อนผู้ชายดูสักครั้งมั้ย?


               ด้วยความที่เป็นผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง   ทำให้ต้องเคารพรักแฟนตัวเองยิ่งชีพ   ผู้ชายต้องไปเดินช้อปปิ้งกับผู้หญิง   แบกของ   ช่วยเลือกรองเท้า   ช่วยแนะนำ   พอว่าไม่สวยแม่งก็ด่า (แต่ด่ากลับไม่ได้นะจ๊ะ   ต้องให้เกลียด! เอ๊ย เกียรติ)   พอหาว่าสวยดีบางคนมันก็ด่ากลับมาได้อี๊ก "ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง   มันไม่สวยใช่มั้ย   ทำไมต้องโกหก"   บลาๆๆยาวประมาณทางรถไฟจากเชียงใหม่ไปถึงเบตง


               งั้นลองไปเป็นเพื่อนผู้ชายดูมั้ยคะ?


               ต้องไปนั่งดูบอลกับผู้ชายถึงดึกดื่นทั้งที่ก็ไม่ค่อยเข้าใจ   เอ๋อแดกตั้งแต่ล้ำหน้า   มันได้ลูกโทษกันยังไงวะ   นั่งดูหน้านักฟุตบอลได้ยังพอทุเลา   แต่ต้องไปนั่งกินเหล้ากับผู้ชายล้วนๆอีก   ต้องไปนั่งฟังเรื่องคำหยาบคายที่ไม่อยากรับรู้   หรือไม่ก็ต้องไปเล่นฟุตบอลกับผู้ชาย   เหนื่อยก็เหนื่อย   แถมไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านอีก(เหมือนที่ผู้ชายไปช้อปกับเรานั่นล่ะ)   ที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นตัวของหนุ่มๆนี่   ไม่น่าพิศมัยเท่าน้ำหอมของผู้หญิงหรอกนะ   มันไม่สนุกเลยนะการทำอะไรที่เราไม่ชอบเนี่ย   แล้วคิดว่าผู้ชายเขาจะคิดแบบที่เราคิดหรือเปล่าล่ะ?

 


 


3) งั้นไปเป็นผู้ชายดูสักตั้งเป็นไง?

               สิ่งที่อยากทำเป็นอันดับต้นๆของผู้หญิงที่มีโอกาสได้เป็นผู้ชายคืออะไร   อ่ะแน่นอนบาร์เกย์   ยิม   ห้องน้ำชาย   หรือทำสิ่งโลดโผนอะไรหลายๆอย่างที่ผู้ชายเขาทำกัน   อยากเดินกร่างเบ่งกล้าม   หรือถอดเสื้อนอนโชว์พุงอยู่บ้านก็ได้   ใส่บ็อกเซอร์ตัวเดียวไม่ต้องทาครีมก็เข้านอนได้ทันที   แต่พอลองเป็นไปสักพักแล้วจะเริ่มรู้ตัวว่าเฮ้ย   มีจู๊มุ๊เป็นผู้ชายมันดีกว่าจิ๊มี๊ของกูตรงไหนฟะ   เพราะอะไรคะเพราะอาร๊ายย


               3.1) เดินไปที่แผงขายหนังสือก็เจอแต่แมกกาซีนความงามสามสิบแปดเล่ม   ดูดวงยี่สิบเก้า   หนังสือแฟชั่นยี่สิบ   เครื่องประดับอินเทรนด์สิบห้า   กอสซิบดาราอีกสิบเล่ม   ส่วนหนังสือผู้ชายๆแบบ FHM Maxim หรือของแต่งรถนี่ไปหลบในมุมมืดเป็นหลุมดำของร้านหนังสือ  

               ครั้นจะซื้อหนังสือออกกำลังกายซะหน่อย   สายตาทุกคู่คงจับจ้องว่ากูเป็นเกย์   พอมองไปอีกมุมก็เจอหนังสือเกมเกรียนแตก   หันไปอีกด้านก็หนังสือพระกริ่ง   เดินถอยออกมาหน่อยก็เจอนิยายเกาหลีเป็นฟ่อน   โอ้ มายจีซัส!!   หรือตูจะซื้อเข็มทิศชีวิตไปหาทางสว่างดีวะ!?


               3.2) พอไปเดินห้าง   ชุดผู้หญิงก็โคตรจะเยอะค่ะ   พอถมมหาสมุทรแปซิฟิกได้ในสามวัน   แต่ชุดผู้ชายโผล่ให้เห็นอยู่ประมาณครึ่งชั้นกับอีกสามไม้แขวน   อาภัพอับพื้นที่ยิ่งนัก   จะแต่งตัวอย่างไงดีให้มันดูเท่ดูหล่อ   ก็เจอแต่กางเกงยีนส์สั่วๆราคา 199   ผิดกับผู้หญิงที่แค่ 99   ก็ใส่เป็นแฟชั่นเท่เก๋อินเทรนด์ได้แล้ว   ออกไปเดินตลาดเปิดท้ายก็เจอแต่ชุดผู้หญิงละลานตา   79บ้างล่ะ   59บ้างล่ะ   จะให้สุดยอดต้องเสื้อสีตกใส่สามครั้งทิ้งราคา39บาท   ที่มันยังสวยกว่าเสื้อโปโลตัวล่ะ 499 ของผู้ชายมากมายนัก  

              แถมผู้หญิงใส่กางเกงก็ได้ไม่ซีเรียส   ใส่เสื้อผู้ชายก็ดูเซกซี่ไปอีกแบบ   แต่ของผู้ชายนี่สิ   จะให้ใส่กระโปรงก็อุบาศก์   ใส่เสื้อผ้าผู้หญิงก็ผิดศีลธรรม   เลยต้องทนใส่เสื้อยืดกับยีนส์สั่วๆต่อไป   แม้ว่าผู้ชายจะไม่เรื่องมากใส่อะไรก็ได้สบายๆ   แต่หญิงเมินเพราะแต่งตัวโทรมนี่ดีจะไม่คิดอะไรเชียวหรือ?

                   เหมือนครีมบำรุงผิวหรืออุปกรณ์บลาๆๆๆ   ของผู้ชายมีประมาณพงหญ้านึง   ในขณะที่ผู้หญิงเป็นป่าอะแมซอน   ผู้ชายหลายคนอยากหล่อนะ   แต่จะให้ทำไงดี   ซื้อครีมไปก็เพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ดอีก   ต่อให้ครีมผู้ชายมันก็ยังมองกันในภาพลบ   แบบนี้แก้ผ้าเดินไปเลยไม่ดีกว่าเรอะวะ!!

 

               3.3) เกิดเป็นผู้ชายหน้าตาดี   ลำบากกว่าผู้หญิงหน้าตาดีเยอะค่ะ   เพราะสายงานผู้หญิงหน้าตาดีมีเยอะกว่ามาก   ไปประกวดนางสาวไทย   นางงาม   ดัชชี่   เป็นแพนเค้กหมายเลขสอง   เป็นมิสไทยแลนด์เวิร์ล 200X  จะรับงานเป็นพริตตี้รถไปยืนขาแข็งสิบสองชั่วโมงก็มีแต่คนมอง   เป็นแอร์โฮสเตส   ผู้ประกาศข่าว   พิธีกร   จะอะไรก็ได้บลาๆๆๆ  

               ส่วนของผู้ชายล่ะ   เป็นนักร้อง   ไม่ก็ขายตัวที่บาร์เกย์   จบ....   ไปยืนเป็นพริตตี้รถก็ไม่ได้   ไปประกวดเวทีไหนก็น้อย   ไม่มีหรอก นายไทย   มิสเตอร์ไทย์แลนด์   มิสเตอร์ทีนไทยแลนด์น่ะ   ไม่มี๊   หมดแล้วล่ะหนทางทำมาหากิน   นั่งเป็นมนุษย์เงินเดือนกันต่อไป   ผู้หญิงทำอะไรผู้ชายก็ชอบ   ผู้หญิงก็ชอบที่เห็นเพศตัวเองมีชื่อเสียงได้ดิบได้ดี   แต่ผู้ชายนี่ทำอะไรผู้ชายก็ไม่ชอบ   มีแค่ผู้หญิงส่วนนึงกับกะเทยเท่านั้นที่ชอบ....ต่างกันเยอะนะ...

 


 


4) เกิดเป็นผู้ชายมันลำบากใช่มั้ย?

               เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง!   ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ!   ลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตา!   บลาๆๆๆๆประมาณสี่เอเคอร์ครึ่ง   เหมือนเป็นตัวกดดันกดหัวผู้ชายมาก    ว่าแกจะต้องเป็นแบบนี้นะ   ทำแบบนี้ถึงจะดี   เป็นบรรทัดฐานสังคมที่โหดร้ายที่สุดของผู้ชายค่ะ   เพราะสังคมไทยยังไม่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง   และทุกประเทศทั่วโลกก็กำหนดไม้บรรทัดให้ผู้ชายตลอด  

               แต่ในสมัยนี้งานใช้แรงลดน้อยลง   งานใช้สมองเพิ่มขึ้น   ทำให้ผู้หญิงเท่าเทียมผู้ชายในสายงานเพราะมีหนึ่งสมองสองซีกเท่ากัน   ผู้หญิงสมัยนี้ได้ดิบได้ดีกันเยอะค่ะ   ซึ่งพอได้ดิบได้ดีก็ถูกสรรเสริญเยินยอด้วยรายการตอนเช้าช่องสาม   เอ๊ยไม่ใช่   ถูกเชิดชูว่าเป็นหญิงแกร่ง   เข้มแข็ง   แต่ผู้หญิงยังสามารถร้องไห้ได้   โกหกตอแหลได้   และอ่อนแอได้เช่นกัน   ทว่าเป็นผู้ชายต้องยอมหักไม่ยอมงอ   เพราะไม่มีใครสนว่าเขาจะมีทุกข์ใจเป็น   เสียใจเป็น   และอ่อนแอเป็น   ผู้ชายอะไรวะขี้แง....   ตุ๊ดเปล่า

               ผู้ชายก็เป็นมนุษย์ค่ะ   มีจิตใจและความรู้สึก   เคยใส่ใจกันบ้างรึเปล่า?

               เพียงแต่เขาไม่แสดงออกมาเพราะเขาไม่อยากทำ ผิดบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด   ไม่อยากให้เราเสียใจ   ผิดหวัง   หรือบ่นอย่างที่พูดๆกันอยู่นี่ล่ะว่าทำไมผู้ชายดีๆหายากจัง (พวกอยากฟันไม่นับ)   และรู้มั้ยมีผลสำรวจนึงที่อ่านมาเขาบอกว่าผู้ชายเก็บกดมาก   จากคำพูดที่ว่า "ลูกผู้ชายต้องไม่หลั่งน้ำตา" นี่ล่ะ   มันยากนะ   มนุษย์เราทุกคนมีหัวใจเหมือนกัน   ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย   ชั่วชีวิตต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้ร้องไห้กันทั้งนั้นล่ะค่ะ

 


 

               แต่เกิดเป็นผู้ชายไม่ลำบากหรอกค่ะเจี๋ยมั่นใจ   ไม่ว่าในยุคสมัยไหน   ทว่าปัจจุบันนี้เส้นแบ่งระหว่างหญิงชายมันบางลงไปทุกทีแล้ว   ผู้หญิงเลือกที่จะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้เพราะสังคมได้เปิดโอกาสให้เรา   แต่ผู้ชายเองก็มีสิ่งที่อยากทำเช่นเดียวกันนะคะ   แล้วทำไมเราเปิดโอกาสให้เขาไม่ได้   ทำไมยอมรับในตัวตนของเขาไม่ได้   ยอมรับสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้

               เหมือนที่เขายอมรับในตัวเรา   ยอมเดินไปช้อปปิ้ง   ต้องคอยเลี้ยงข้าว   ซื้อดอกไม้ให้ ต้องคอยจำวันเกิด   วันครบรอบห่าเหวทั้งหลาย   ถึงแม้จะทำไม่ครบทุกอย่าง   แต่มันผิดมากนักหรือที่เขาจะหลงๆลืมๆไปบ้าง   และไม่ละเอียดอ่อนเท่าผู้หญิง?

               ชายหญิงเกิดมาแตกต่างกันมากมายนัก   ไม่ได้เข้าข้างผู้ชายหรือผู้หญิง   ผู้ชายเลวก็เยอะ   แต่จะให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมในตัวตนของอีกฝ่ายเป็นไปไม่ได้   ผู้ชายไม่สามารถรับความเป็นหญิงเต็มร้อยได้   และผู้หญิงก็ไม่สามารถรับความเป็นชายเต็มร้อยได้เช่นกัน   เพราะฉะนั้นเราควรจะมี "ช่องว่าง" ให้กันและกัน   เข้าใจและให้โอกาส   และเลิกเอาแต่ใจ   เลิกใช้คำว่า     "ให้เกียรติ"   มาเอาเปรียบกันสักที

 

ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย  เราควร "ให้เกียรติซึ่งกันและกันสิ"  ถึงจะถูก
 

               ในเมื่อใครก็ต้องการคนในฝันทั้งนั้น   เป็นชายเพอร์เฟค   แต่ผู้ชายก็ต้องการคนเป็นเมียที่ดีและเป็นแม่ของลูกที่ดีเหมือนกันไม่ใช่หรือ?   เราลืมข้อนั้นกันไปรึเปล่า   เคยเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างสักครั้งรึยัง   เวลาเลือกรองเท้า   เคยถามเขาสักนิดไหมว่าเธออยากได้รองเท้าบ้างรึเปล่า   คู่นี้มันเก่าไปแล้วนะ   หรือถ้ามันไม่สวย   ก็ต้องยอมรับในความขี้เหร่ของตีนตัวเองให้ได้ค่ะ   คู่นั่นมันอาจจะไม่เหมาะกับเราจริงๆ   อย่าหลอกตัวเองอีกเลย